ธาตุคือ คุณสมบัติที่เป็นองค์ประกอบภายในสิ่งนั้น ๆ ธาตุของดาว คือคุณสมบัติฐานของดาวต่าง ๆ นั่นเอง
เราใช้ธาตุทั้ง สี่ ตามความเชื่อในปรัชญาเป็นเกณฑ์ นั่นคือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ
ธาตุทั้ง สี่ ถือเป็นมาตรฐาน แต่ภายหลัง ปรัชญาทางสายศาสนายังเพิ่ม ธาตุอากาศ (ความว่าง) และธาตุวิญญาณ(ความรู้สึกนึกคิด)เข้าไปอีก
อย่างไรก็ดี อย่าเอาไปสับสนกับธาตุตามความหมายทางวิชาวิทยาศาสตร์ เขานะครับ อันนั้น คือ ธาตุที่เป็นสสารจริง ๆ แต่ ในทางปรัชญา เขาถือว่า ธาตุคือ “สภาพ”
เขาจัดหมวดหมู่ดังนี้นะครับ
ในดวงเลข เจ็ด ตัวนั้น ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ใช้เยอะหน่อยนะครับ ต้องจำให้ดี ยังสามารถใช้ในการทำนายดวงชะตาได้อีกด้วย ถ้าเข้าใจและแตกฉาน
มีกลอนช่วยจำ สำหรับธาตุทั้ง สี่ และดวงดาวนะครับ
อาทิตย์เสาร์ ไฟกาฬ ผลาญสิ้น
ธาตุดิน จันทร์ครู เป็นคู่สม
อังคาร ราหู คู่ธาตุลม
พุธนิยม ศุกร์สะอาด ธาตุวารี
คำว่าครู ในที่นี้ หมายถึงดาวพฤหัส เพราะถือเป็นดาวครูนะครับ
แต่ละดาวแม้ธาตุเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียวนะครับ อย่างเช่น อาทิตย์ กับเสาร์ ธาตุไฟเหมือนกัน แต่ไฟอาทิตย์ เป็นไฟชี้นำ ไฟสว่าง ไฟความร้อน เป็นไฟที่ลุกเปลวจริง ๆ เลยเป็นไฟอำนาจ ไฟที่เป็นบ่อเกิดแห่งพลัง แต่เสาร์ นี่ไฟ แบบไฟในทรวง ร้อนรน กลัดกลุ้ม ร้อนอกร้อนใจ ดูดวง หงุดหงิด กังวล อาทิตย์เขาเป็นไฟลุกเปลว แต่เสาร์เป็นไฟคุ ไฟสุม ยังไม่ถึงกับลุก แต่ก็แดงวาบมากแล้ว
จันทร์กับพฤหัส แม้เป็นธาตุดินเหมือนกัน แต่จันทร์เขาดินชุ่ม ดินเพาะปลูก ต้นไม้ต้นไร่ ขึ้นดีนัก เลยเป็นความหมายของการเลี้ยงดู การดูแล ความเมตตา แต่พฤหัสเหมือนดินร่วงโรย ดูไพ่ยิปซี เอามาใช้ปั้นกุมภ์ปั้นไหดีนัก เป็นดินที่ใช้ทำถ้วยชาม ดูดวงไพ่ยิปซี ปั้นโน่นปั้นนี่ไปตามเรื่องตามราว อันเป็นความหมายของการฝึกฝน ฝึกหัด ปั้นดินเป็นดาว อะไรทำนองนั้น พฤหัสเลยเป็นดินแบบส่งเสริมคุณค่า เป็นความหมายของคำว่าครู หรือผู้ฝึกสอน ฝึกหัดสัตว์
อังคารกับราหู เป็นธาตุลมที่ต่างกัน อังคารเป็นลมพายุ ลมแรง พัดบ้านพัดช่องพัง มาทีนึงทุกอย่างพังราบ เลยเป็นความหมายของการทำลาย โทสะ พังพินาศ ราหูเป็นลมแบบพัดหวน เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางทีหอบฝุ่นผงคละคลุ้ง พอให้ขัดเคืองตา ถ้าจะเปรียบเทียบไป ราหูเหมือนลมในความหมายของ “อารมณ์” มากกว่า ที่เขาว่า รมณ์บ่จอย นี่น่าจะเป็นลมราหูมากกว่าอังคารนะครับ ราหูเลยกลายเป็นความคลุมเครือ ผันผวน เจ้าอารมณ์ แบบนึกจะพัดไปทางไหน ก็พัด ไม่ได้มีความแน่
พุธกับศุกร์ ก็เป็นธาตุน้ำกันคนละแบบ พุธนี่ น้ำแบบน้ำทะเล ใช้เสพไม่ได้ แต่ใช้เป็นทางคมนาคมสื่อสารดีนัก ทะเลคือความไม่แน่นอน พุธเลยเหมือนชอบลังเลในบางที ทะเลนั้นกว้างขวาง เหมือนไหวพริบสติปัญญาของดาวพุธ ที่ปรับตัวได้ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนศุกร์ เป็นน้ำนิ่ง น้ำในบ่อ น้ำสะอาด น้ำจืด ดื่มกินได้ให้เกิดความชื่นใจ หล่อเลี้ยงพืชพรรณต่าง ๆ เหมือนกับ ราคะ ความอยาก ความสุข เป็นสิ่งที่ทุกคนถวิลหา
พระเกตุเป็นวิญญาณธาตุ จริง ๆ ตามภาษาพระสายปฏิบัติ พระเกตุคือ “ธาตุรู้” สติสัมปชัญญะ เป็นธาตุของปากท้อง และไม่ใช่ชีวิตชั้นต่ำด้วย ต้องเป็นชีวิตชั้นสูง ถึงจะมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวตลอด อะไรทำนองนี้
มฤตยู เป็นอากาศธาตุ คือความว่างเปล่า ความโล่ง ความไม่มีอะไร ช่องว่างที่ถมไม่เต็ม เป็นตัวแทนความอยากรู้อยากเห็น อยากค้นคว้า ก็เพราะว่าความอยากรู้ของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด จะเห็นว่า พระเกตุกับมฤตยู เป็นธาตุที่มีเฉพาะปุถุชนเท่านั้น รับรู้ได้เฉพาะมนุษย์
ความรู้เรื่องธาตุมีผลประโยชน์ในหลาย ๆ แง่
เอาง่าย ๆ บางคนถามว่า คนเกิดปีชวด กับคนเกิดปี มะแม ต่างกันอย่างไร ในแง่ดวงเลข ๗ ตัวนั้น ใช้เลข ๑ เหมือนกัน เราก็ใช้ความรู้เรื่องธาตุนี่แหละมาบอกได้ เลข ๑ เป็นดาวอาทิตย์ธาตุไฟ มาดูสิครับ ปีชวดปีหนู กับปีมะแมปีแพะ สัตว์สองประเภทนี้ ประเภทไหนชอบแสงสว่างมากกว่ากัน นี่ก็อาจจะพอมองความต่างได้แบบ ง่าย ๆ นี่แหละครับ
หรืออย่างการนำเลข เจ็ด ตัวมาใช้ปรับชัยภูมิ หรือแก้ฮวงจุ้ย ถ้าอ่านได้ว่าสถานที่นั้น ๆ มีปัญหา เราจะสมรรถอ่านได้ตามธาตุว่า มีปัญหาเรื่องอะไร และซ่อมอย่างไร โดยอาศัยความรู้เรื่องธาตุนี่นี้ล่ะ
